เมื่อวันที่ 16 – 20 พฤศจิกายน 2010 ที่ผ่านมา ผมได้รับภารกิจเพื่อไปเป็นหนึ่งในสื่อที่เดินทางไปยัง สำนักงานใหญ่ของบริษัท Fuji Xerox ประเทศญี่ปุ่น เพื่อรับฟังข้อมูลที่จะได้รับการแถลงจากท่านประธานใหญ่สุด Tadahito Yamamoto รวมถึงผู้บริหารระดับสูงท่านอื่นๆ ซึ่งนอกเหนือจากนี้ ผมยังหวังว่าจะได้เห็นเทคโนโลยีเทพๆด้านการพิมพ์จาก Fuji Xerox อีกด้วย ดังนั้น งานนี้ ผมเองก็ตื่นเต้นแล้วก็ต้องเตรียมตัวมากๆหน่อย เพราะผมต้องทำรายการตอนพิเศษจำนวน 2 ตอนด้วยกันสำหรับทริปนี้เลยครับ

ดังนั้น Blog ตอนนี้ จะกึ่งๆ รีวิว ทั้งเรื่องเที่ยวและเรื่องงานไปพร้อมๆกัน อ่านแล้วก็จะงงๆแบบปรับอารมณ์ไม่ค่อยถูกหน่อย แต่ผมก็เขียนขึ้นมาเพื่อพาคนที่อ่าน Blog ตอนนี้เดินทางไปกับผมด้วย ถ้าสนใจอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกับผม ก็อ่านต่อเลยครับ

ทริปนี้ มีทีมงานที่ติดตัวไปกับผมด้วยนั่นก็คือ ออฟ (@eka_x) ฝ่ายสำลักข้อมูลแบไต๋ ไฮเทค และ ยุทธ มือตัดต่อ และมือตากล้องถ่ายทำ และ ผมทำหน้าที่พิธีกร แค่ตื่นเช้ามาวันที่ 16 วันเดินทางผมก็งานเข้าแล้วครับ เพราะดันตื่นสายๆ Flight ที่ผมบินคือ TG 676 บินไปประเทศญี่ปุ่น เครื่องออกเวลา 8:20 แต่ต้อง Check-in ก่อนสองชั่วโมงนั่นคือ 6.20 นั่นเอง ผมก็ดันตื่นสาย ล่อไปซัก 6 โมงตรง เรียกได้ว่า ห้อรถด่วนไป สุวรรณภูมิกันเลยครับ

หลังจากกระหืดกระหอบลงจากรถชนิดว่า ซิ่งกันจนเกือบตกทางด่วน ผมก็วิ่งลากกระเป๋าหืดหอบมาเช็คอินทันที หลังจากที่ผ่านขั้นตอนการเช็คอินแล้ว ก็เจอกับ ออฟและยุทธ ซึ่งทริปนี้ก็เป็น ทั้งการขึ้นบินครั้งแรก + ไปต่างประเทศของทั้งสองคนนี่ งานนี้ผมเลยต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยงหน่อยครับ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากอยู่แล้ว เพราะ ตรวจคนเข้าเมืองขาออกของประเทศไทยไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะทั้งสองคนพูดไทยได้

พอเดินเข้ามาที่ส่วนของ Duty Fee .. ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมดันลืมเรื่องสำคัญ นั่นก็คือ ลืมแลกเงินเยนติดตัวไปครับ ซึ่งอย่าว่าแต่เงินเยนเลย เงินบาทยังมีแค่ร้อยกว่าบาทเอง ตรงนี้ก็แอบใจแป้วนิดหน่อย ไม่รู้ว่า ไปกดเงินที่โน่นจะโดนเรทไปเท่าไหร่ แต่คิดไปก็เท่านั้น เพราะลืมไปแล้วนี่หว่า ทำไงได้ครับ

พอขึ้นมาบนเครื่อง ประสบการณ์ที่สั่งสม ได้พร่ำสอนผมเอาไว้ครับ ว่า ถ้าบินทางไกล จงนั่งริมทางเดินครับ เพราะการเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีก่อน ผมนั่งริมหน้าต่างทั้งๆที่ มีอาการท้องเสีย ซึ่งทริปนั้น ผมได้แต่ขมิบด้วยความเกรงใจคนข้างๆไม่กล้าขอไปห้องน้ำ จน สุดท้ายแล้ว ผมต้องปลุกเค้าเพื่อไปเข้าห้องน้ำถึง 3 ครั้งด้วยกัน  งานนี้ไม่ขอเอาด้วยแล้วครับ บินไกลๆแบบนี้ ขอแบบริมทางเดินดีกว่า สะดวกใจดี

อุปกรณ์คู่ใจสำหรับการบินไกลครั้งนี้คือ iPad ครับ ซึ่งผมโหลดการ์ตูนเข้ามาเต็มเหนี่ยว (หน้ากากแก้ว 300 กว่าตอน บวกกับ One Piece , Dragon Ball , Naruto และอื่นๆอีกมากมาย ยังไงก็เอาตัวรอดจากความน่าเบื่อบนเครื่องได้แน่นอน

แต่ In-Flight Entertainment ของการบินไทยก็ใช่ย่อยนะครับ เพราะมีทั้งเกมและหนังใหม่ๆเพียบเลยงานนี้ ผมเลยอัดหนังไป 3 เรื่องเต็ม แทบไม่ได้อ่านการ์ตูนใน iPad เลย

 

อาหารของการบินไทยก็ขึ้นชื่อเรื่อง ความจืดนะครับ มื้อแรกบนเครื่องเป็น ออมเล็ต หมูกรอบทอด มันฝรั่งกินกับมะเขือเทศอบครับแล้วก็มีครัวซองกับโยเกิร์ตอีกนิดหน่อย ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ล่ะนะ

 

หลังจากที่บินมาประมาณ 6 ชม. เราก็ถึงประเทศญี่ปุ่น ตอนที่เดินออกมา ก็ผ่านที่นั่งชั้น First Class กับ Business Class ซึ่งไฮโซชิปเป๋ง คอยดูเถอะซักวันจะนั่งให้ได้

ป้ายตอนรับเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสผ่านตรงนี้ 3 ครั้งแล้ว และจะพยายามหาเรื่องไปให้ได้อีกเรื่อยๆ อิอิ

ขั้นตอนต่อไปก็คือ ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมเองก็ผ่านมาได้ไม่ยากเย็นอะไร หลังจากที่รับกระเป๋าก็เดินตัวปลิวออกมา แต่ทว่า ยุทธกับออฟ ติดปัญหานิดหน่อย ซึ่ง ผมเองก็เห็นแล้วล่ะ แต่ผมอยากจะให้เจออะไรมันส์ๆและตื่นเต้นกันหน่อย เลยเดินตัวปลิว ออกมาเลยครับ ปล่อยให้สองคนนั่นสู้รบกับทาง ศุลกากรญี่ปุ่น ที่ใบ้ภาษาอังกฤษพอกันทั้งคู่ ฮ่าๆ

หลังจากที่เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น ภารกิจแรก แน่นอนครับว่าต้องกดเงินก่อน ผมก็เดินไปหาตู้ ATM กดเงิน ยังดีมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ เลยพอเอาตัวรอดได้ ก็กดมาประมาณ 30,000 เยน เป็นเงินไทยประมาณ 11,xxx บาทครับ

แต่หาได้เงินมาแล้ว ก็ต้องแตกแบงค์ซะหน่อย พกแบงค์หมื่นเยนแบบนี้ใช้ยากครับ เลยหาทางสลายด้วยข้าวห่อสาหร่ายที่ร้านสะดวกซื้อในสนามบิน ราคา 360 เยน เป็น เนงิโทโร่มากิที่อร่อยมาก แม้ไม่ได้จิ้มซอสก็ตาม

หลังจากที่รวมพลกับนักข่าวประเทศอื่นๆที่มาด้วย ทางไกด์ก็ให้ตั๋วรถบัสเรามาครับ ผมกับทีมงานก็งงเล็กน้อย ว่า เอ๋ ไม่มีรถบัสของทาง Fuji Xerox ไปส่งที่โรงแรมหรอ ทางไกด์ก็บอกว่า ให้ขึ้นรถสาธารณะไปนี่แหละ แล้วก็ลงที่ Royal Park Shiodome Tower นะ อย่านั่งรถเลยล่ะ

พวกเราทั้งหมดแอบงงกันเล็กน้อย ว่า เอากันแบบนี้เลยหรอวะ เออ ก็ได้ มาถึงแล้วนิ อย่างอแงดีกว่า เราก็ขึ้นรถบัสไปครับ รถบัสก็เดินทางจากสนามบินนาริตะ มุ่งหน้าสู่กลางเมืองโตเกียวซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชมด้วยกัน วูบแรกที่อากาศของญี่ปุ่นพัดใส่หน้าผม ผมมีความรู้สึกเหมือนคนโดนน้ำแข็งไส ปาใส่หน้าไม่มีผิด อากาศมันหนาวมาก พยากรณ์อากาศแจ้งว่าโตเกียววันนี้ 9 องศา ถึงแม้ขึ้นรถบัสไปแล้ว อากาศก็ยังหนาวอยู่เลย ผมลองเอามือแตะกระจกรถ ตัวกระจกเย็นเจี๊ยบเหมือนก้อนน้ำแข็งเลย

อ้อ การเดินทางครั้งนี้ผมเปิด Sim True Move อันใหม่ซึ่งเลือกโปรโมชั่น Data Roaming Unlimited วันละ 399 บาท ซึ่งต้องใช้กับเครือข่าย NTT Docomo เท่านั้น พอมาถึงปั๊บ ผมก็เปลี่ยน Sim ทันที แต่ก็งง เอ๊ะ ทำไมมันไม่ออนไลน์หาสัญญาณเลยวะ งมไปงมมา ที่ไหนดัน ดันลืมเปิดระบบ 3G บน iPhone … เออ ลืมไปเลย โทรศัพท์ที่นี่มัน 3G นี่หว่า

พอเปลี่ยน Sim เสร็จ ออนไลน์ได้ ก็รายงานตัวกับ @joyz ทาง WhatApp จากนั้นก็ทำการ Speedtest ทันที พบว่า ถึงแม้เราจะอยู่บนเครือข่าย 3G โคตรเทพของ NTT Docomo แต่ก็โดนบีบ Bandwidth เหลือแค่ 20K เท่านั้น ฮือๆๆ แล้วจะออน 3G ให้เปลืองแบททำไมฟระเนี่ย T_T



หลังจากที่เดินทางบนรถบัสมาประมาณ ชม นิดๆ รถบัสก็มาถึงโรงแรม Royal Park Shiodome เราก็รีบแบกกระเป๋าเข้าไปเช็คอินซึ่งทาง Fuji Xerox ก็เตรียมห้องพักให้เราเรียบร้อย ผมได้พักอยู่ห้องเบอร์ 3433 ครับ

 

บรรยากาศห้องพัก ก็สวยมากเลยทีเดียว มี Internet ให้ใช้งานฟรี ค่อนข้างเร็วมาก ยกเว้นเปิดเว็บไทย อันนี้ผมทำใจไว้แล้ว ฮ่าๆ

 

 

คอมพิวเตอร์ในห้อง ลง Windows XP มาพร้อมกับ IE6 เศร้าชะมัด ภาษาญี่ปุ่นทั้งดุ้นอีกต่างหาก ไม่ใช่ก็ได้ฟระ ยังไงก็เอา Notebook มาเองอยู่แล้ว แต่เจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้เจ๋งตรงที่เป็นทีวีในตัวด้วยครับ

และแน่นอน ส้วมไฮเทคที่ไม่มีที่ใดในโลกนอกจากญี่ปุ่น อันนี้ผมไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ เพราะเคยมาใช้แล้ว แต่ผมเตือนหนุ่มๆที่ไม่เคยใช้เอาไว้ว่าระวังจะติดใจนะครับ อิอิ เจ้าชักโครงไฮเทคนี่นอกจาก มีที่ฉีดตรูด อัตโนมัติแล้ว ยังมีระบบอุ่นเบาะนั่งให้อุ่นด้วย แจ๋วจริงๆ



อุปกรณ์อาบน้ำในห้องน้ำเป็นของชิเซโด้เลยล่ะครับ แจ๋วจริง แทบไม่ต้องใช้ของตัวเองที่แบกไปเลย อิอิ


หลังจากที่พักผ่อนซักครู่ก็เก็บของและลงไปงานเลี้ยงที่ทาง Fuji Xerox เตรียมไว้ต้อนรับพวกเรา บรรดาสื่อจาก 8 ประเทศด้วยกันครับ ซึ่งทาง Fuji Xerox ก็ปิดห้องรับรองเลี้ยงเลยทีเดียว

 

ผมตกใจมาก ที่บรรดาผู้บริหารทุกท่าน เตรียมการมาอย่างดี ภาษาอังกฤษค่อนข้างแน่น แล้วก็ท่าส่งนามบัตร แน่นเปรี๊ยะ รับส่งนามบัตรกันที ผมเขินไปหมด

หลังจากที่กล่าวต้อนรับกันเล็กน้อยก็ถึงเวลาอาหารแล้วล่ะครับ อิอิ

 

อาหารก็มีเยอะมากๆ ที่ผมชอบมากก็ซาซิมินี่แหละครับ แต่ยังไม่ใช่แบบสดๆนะครับ เป็นแบบ Cold Cut มา แล้วก็มีปลาทอด กุ้งเผา เนื้อย่าง และอื่นๆอีกมากมาย ผมเองก็เบิ้ลปลาดิบกินคนเดียวซะพุงกางครับ เพราะนักข่าวคนอื่นไม่มีใครกินซาซิมิเป็นกันซักเท่าไหร่

วิวในห้องเลี้ยงรับรองเห็น โตเกียวทาวเวอร์ด้วย คืนนี้ผมเลยมีโปรแกรมต้องพาเจ้าน้องสองคนนี่ ไปเดินโตเกียวทาวเวอร์เอาฤกษ์เอาชัยกันเสียหน่อย พอเสร็จจากงานเลี้ยงรับรองก็เดินไป Tokyo Tower กันครับ ผมดูจาก Google Map ไปแล้ว เดินไม่ยาก ระยะทางประมาณ 2 กิโลจากที่ผมอยู่ ฮ่า ได้เวลาตะลุยราตรีคืนแรกในญี่ปุ่น  ระหว่างทางก็มีการโฉบเข้าไปใน 7-Evelen สาขาญี่ปุ่นกันซักหน่อยว่ามีอะไรอร่อยๆโดนบ้าง ที่ผมคิดใจก็แผงขายหนังสือ 18+ นี่แหละครับ เค้ามีการแยกชั้นวางเฉพาะเอาไว้ แล้วแต่ละเล่มก็จะมีการ Seal ปกไว้อย่างดี แกะไม่ได้อีกด้วย ป้องกันไม่ให้เด็กมาเปิด



เดินมาซักพักก็ถึง Tokyo Tower อากาศเย็นๆประมาณ 9 องศา บวกกับ ไฟยามดึกของ Tokyo Tower พวกเราก็ถ่ายรูปกันที่เป็นระทึกกันซักเล็กน้อย ได้ภาพเจ๋งๆมาหลายภาพเหมือนกันทั้งๆที่แสงน้อยขนาดนี้

จากนั้นเราก็เดินกลับมาที่โรงแรม ซึ่งขากลับ เราก็พบกับคู่รักหนุ่มสาวที่มาพรอดรักกันในสวนสาธารณะด้วยครับ เหมือนในหนังสือการ์ตูนไม่มีผิดเลย ฮ่าๆ

วันนี้ก็เอาพอหอมปากหอมคอเท่านี้ก่อน สำหรับวันที่ 2 ของการเดินทาง ผมต้องไปที่สำนักงานใหญ่ของ Fuji Xerox ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำหน้าที่สื่อที่ได้รับมอบหมายมาครับ เอ้าแล้วเจอกันตอนหน้านะครับ ส่วนรูปของวันแรก ไปดูได้ที่ Picasa Album ได้เลยครับ

คุณอาจจะอยากอ่าน Blog ตอนนี้

   
© 2012 Blog ส่วนตัวของอาจารย์ศุภเดช @ripmilla Suffusion theme by Sayontan Sinha